การคลัง
การคลังเป็นการศึกษาถึงหลักการวิธีการ   จัดหารายรับ (government revenue) การใช้จ่ายของรัฐบาล (government expenditure) หนี้ของรัฐบาลหรือ หนี้สาธารณะ (government debt or public debt) นโยบายการคลัง (fiscal policy) และการบริหารการคลัง (financial administration) ซึ่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ เหล่านี้เป็นกิจกรรมที่ส่งผลต่อการใช้ทรัพยากร ภาวการณ์บริโภคและการผลิตของประชาชนอย่างรอบด้าน

http://st.mengrai.ac.th/users/doremon/19_AMORNRAT/1.htm

นโยบายการคลัง

นโยบายการคลังเป็นนโยบายทางด้านรายรับและรายจ่ายของรัฐบาลรายรับของรัฐบาลได้มาจากการเก็บภาษีอากร เงินกู้และเงินคงคลัง ส่วนรายจ่าย ได้แก่ การใช้จ่ายต่าง ๆ ของรัฐในแต่ละปี รัฐบาลจะประมาณการ รายรับและรายจ่ายของปีต่อไป ไว้ล่วงหน้า เรียกว่า งบประมาณประจำปี การคลังของรัฐบาลจะแตกต่างจากการคลังของเอกชนเพราะการคลังของ รัฐบาลจะกำหนดรายจ่ายเป็นตัวตั้ง ถ้ารายได้ไม่พอกับรายจ่ายหรือขาดดุลการคลังรัฐบาลก็จะ ก่อหนี้มาชดเชยหรือนำเงินคงคลังออกมาใช้ การก่อหนี้สาธารณะ ถ้ารัฐบาลก่อหนี้โดยการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มก็จะเป็นการเพิ่มปริมาณเงิน ทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลง อาจเกิดภาวะเงินเฟ้อได้ การดำเนินนโยบายการคลังจะมีผลกระทบต่อปริมาณเงินของประเทศด้วย

รายได้ส่วนใหญ่ของรัฐบาลได้มาจากการจัดเก็บภาษีอากรซึ่งมีผลกระทบต่อ การบริโภค การผลิตสินค้าและการกระจายรายได้ของประชาชน ส่วนการใช้จ่ายต่าง ๆ ของรัฐบาลก็จะมีผลกระทบต่อการผลิต การจ้างแรงงาน และการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน การดำเนินนโยบายการคลังมีความสำคัญเพราะมีผลกระทบต่อสาธารณะเป็นอย่างมาก43 นโยบายการคลังเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล มักใช้ควบคู่กับนโยบายการเงินเสมอ อย่างไรก็ดี โดยตัวของนโยบายการคลัง อาจเป็นปัญหาสำคัญทาง

เศรษฐกิจได้ถ้ารัฐบาลไม่สามารถควบคุมรายได้และรายจ่ายให้บังเกิดผลตามที่ต้องการโดยเฉพาะปัญหาในเรื่องการขาดดุลต่าง ๆ

การใช้นโยบายการคลัง และนโยบายการเงินของรัฐบาล มีจุดมุ่งหมายอันเดียวกับนโยบายเศรษฐกิจ คือ ต้องมีการให้บรรลุจุดมุ่งหมายในการจัดสรรทรัพยากร การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การขยายตัวทางเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ การส่งเสริมการกระจายรายได้และการแก้ไขปัญหาความยากจน

นโยบายการคลัง ประกอบด้วยมาตรการที่สำคัญ คือ มาตรการภาษีอากร มาตรการงบประมาณ และการใช้จ่ายของรัฐบาล และมาตรการก่อหนี้สาธารณะ มาตรการแต่ละประเภทมีลักษณะสำคัญดังต่อไปนี้

1) มาตรการภาษีอากรรายได้ของรัฐบาล แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ รายได้ที่เป็นภาษีอากร และรายได้ที่ไม่ใช่ภาษีอากร

สำหรับรายได้ที่ไม่ใช่ภาษีอากร ได้แก่ รายได้จากการขายสิ่งของและบริการของ รัฐพาณิชย์ และรายได้อื่น ๆ เช่น ค่าปรับ รายได้เบ็ดเตล็ดต่าง ๆ

ส่วนรายได้ที่เป็นภาษีอากร แบ่งตามลักษณะการใช้จ่ายออกเป็น 2 ชนิด คือ ภาษีอากรทั่วไป ซึ่งเมื่อรัฐบาลจัดเก็บแล้วจะใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ได้ กับภาษีอากรเฉพาะอย่าง ซึ่งเมื่อรัฐบาลจัดเก็บแล้วต้องใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการนั้น เช่น ภาษีประกันสังคม พรีเมี่ยมข้าว และน้ำตาล เป็นต้น

รัฐบาลจัดเก็บภาษีอากรจากฐานภาษีต่างๆ ฐานภาษีเป็นหลักที่รัฐบาลใช้เป็นแนวทางในการประเมินภาษี ฐานภาษีมีดังต่อไปนี้

1.ฐานรายได้ ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล

2.ฐานการบริโภค เช่น ภาษีการขาย ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีศุลกากร

3.ฐานความมั่งคั่งหรือทรัพย์สิน เช่น ภาษีที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ภาษีรถยนต์ ภาษีโรงงาน ภาษีมรดก

นอกจากนี้ในแง่โครงสร้างของภาษีแล้ว รัฐบาลอาจจัดเก็บภาษีในอัตราต่าง ๆ ก็ได้ อัตราภาษีมีอยู่ 3แบบ คือ

(1) อัตราภาษีถดถอย การเก็บอัตราภาษีแบบนี้ หมายความว่า ถ้าฐานภาษีขยายใหญ่ขึ้น จะเก็บภาษีในอัตราลดลง

(2) อัตราภาษีก้าวหน้า หมายความว่า ถ้าฐานภาษีขยายใหญ่ขึ้น จะเก็บภาษี ในอัตราคงที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าอัตราการขยายตัวของฐานภาษี

(3) อัตราภาษีตามสัดส่วน หมายความว่า ถ้าฐานภาษีขยายใหญ่ขึ้น จะเก็บภาษีในอัตราคงที่เป็นสัดส่วนเดียวกันกับฐานภาษี

การพิจารณาภาษียังจำแนกภาษีออกเป็น 2 ประเภท คือ ภาษีทางตรง และ

ภาษีทางอ้อม ทั้งนี้เพราะภาษีทั้ง 2 ประเภทมีวิธีการจัดเก็บ และมีผลกระทบต่างกัน ภาษีทางตรงมักมีวิธีการจัดเก็บจากฐานรายได้ทำให้ผู้เสียภาษีทราบจำนวนและจัดเก็บง่าย ภาษีทางตรงมีผลต่อการผลักภาระภาษีน้อยผู้เสียภาษีเป็นผู้รับภาระภาษีไว้เป็นส่วนใหญ่ ส่วนภาษีทางอ้อมจะ จัดเก็บจากฐานการบริโภคหรือการซื้อขายแลกเปลี่ยน ผู้เสียภาษีสามารถผลักภาระภาษีไปยัง ผู้บริโภคได้ โดยการบวกเข้าไปกับราคาสินค้า ทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น ผู้รับภาระภาษีจริง ๆ จะไม่ค่อยทราบว่าได้เสียภาษีไปเท่าใดปฏิกิริยาต่อการเสียภาษีทางอ้อมจะมีน้อยกว่าการเสียภาษีทางตรง

ตัวอย่างการเสียภาษีทางตรง ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีการเดินทาง ภาษีมรดก ภาษีที่เก็บจากทุน ภาษีการให้โดยเสน่หา เป็นต้น ส่วนตัวอย่างภาษีทางอ้อม ได้แก่ ภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต อากรและแสตมป์ เป็นต้น44

การจัดเก็บภาษีอากรของรัฐบาล ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการจัดเก็บฐานภาษี และภาวะเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองรัฐบาลก็สามารถจัดเก็บภาษีได้มาก ตรงกันข้าม ถ้าเศรษฐกิจถดถอยหรือตกต่ำรัฐบาลก็จัดเก็บภาษีได้น้อย รัฐบาลสามารถใช้มาตรการภาษีเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจได้ เช่น เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำเกิดภาวะเงินฝืดรัฐบาอาจลดการจัดเก็บภาษีลงและเพิ่มการใช้จ่ายมากขึ้น เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัว หรือเมื่อเศรษฐกิจเกิดภาวะเงินเฟ้อ รัฐบาลก็อาจจัดเก็บภาษีมากขึ้นเพื่อให้ปริมาณเงินลดลง นอกจากนี้รัฐบาลยังสามารถใช้มาตรการภาษีอากรเป็นเครื่องมือในการกระจายรายได้โดยการเก็บภาษีจากฐานที่ผลักภาระภาษีได้ยาก ลดการจัดเก็บภาษีที่เป็นภาระแก่ผู้มีรายได้น้อยและเพิ่มการจัดเก็บภาษีคนร่ำรวย จัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าในภาษีบางชนิด เช่น ภาษีเงินได้ ภาษีทรัพย์สิน เป็นต้น ทางด้านการใช้จ่ายของ รัฐบาล ก็อาจใช้จ่ายเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่คนส่วนมาก เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้มากขึ้น

2)มาตรการงบประมาณและการใช้จ่ายของรัฐบาล งบประมาณ เป็น แผนการเงินที่สำคัญของประเทศซึ่งแสดงให้เห็นถึงแผนรายรับและรายจ่ายในแต่ละปี ปกติ งบประมาณจะมีกำหนดเวลา 1 ปี งบประมาณรายจ่ายปกติ เรียกว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปีบางครั้ง มีงบประมาณรายจ่ายพิเศษนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี เรียกว่า งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม สำหรับประเทศไทยปีงบประมาณจะเริ่มต้นวันที่ 1 ตุลาคม และสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน ของปีถัดไป

โดยทั่วไปนโยบายงบประมาณจะมีอยู่ 3 ประเภทคือ

(1) งบประมาณสมดุล (Balanced Budget) หมายถึง รายได้และรายจ่ายของ รัฐบาลมีจำนวนเท่ากัน

(2) งบประมาณเกินดุล (Surplus Budget) หมายถึง รายได้ของรัฐบาลมีมากกว่ารายจ่าย

(3) งบประมาณขาดดุล (Deficit Budget) หมายถึง รายได้ของรัฐบาลมีน้อยกว่ารายจ่าย

งบประมาณขาดดุล เป็นแนวคิดการคลังสมัยใหม่ ซึ่งเชื่อว่าการคลังของรัฐบาลสามารถใช้จ่ายได้มากกว่ารายได้ โดยการหารายรับอื่นมาใช้จ่ายได้ การเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาลเป็นการกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวและเกิดการผลิตเพิ่มขึ้น การใช้จ่ายจะต้องไม่เพิ่มอำนาจซื้อเกินกว่าจุดที่มีการผลิตเต็มที่ เพราะถ้าหากเพิ่มอำนาจซื้อเกินกว่าจุดที่มีการผลิตเต็มที่แล้ว จะเท่ากับเป็นการเพิ่มปริมาณเงินโดยไม่มีการผลิตเพิ่มจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ

การใช้จ่ายของรัฐบาลเป็นการใช้จ่ายเงินจำนวนมาก จึงมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการใช้จ่ายของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ก็จะเกิดการกระจายรายได้ การใช้จ่ายของรัฐบาลยังมีผลต่อการ จ้างงานและการพัฒนาประเทศ ยิ่งรัฐบาลมีบทบาทหน้าที่มากเท่าใดการใช้จ่ายของรัฐบาลก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น การใช้จ่ายของรัฐบาลจะมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับ การใช้จ่ายของรัฐบาล ถ้าการใช้จ่ายของรัฐบาลมีผลกระทบต่อการผลิตโดยตรงและมีผลต่อการเคลื่อนย้ายทรัพยากรในประเทศจะมีผลทำให้เกิดการผลิตและการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ

3) มาตรการก่อหนี้สาธารณะ เมื่อรัฐบาลมีรายได้ไม่พอกับรายจ่ายรัฐบาลจะต้องทำการแสวงหารายได้เพิ่มติม อาจกระทำโดยการจัดเก็บภาษีอากรเพิ่มเติม หรือแสวงหารายรับอื่นโดยการกู้ยืมเงินจากในประเทศหรือต่างประเทศ เมื่อรัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว รัฐบาลจะนำเงินออกมาใช้จ่ายในการบริโภคหรือการลงทุน

หากพิจารณาในแง่ภาระหนี้ที่จะตกแก่คนรุ่นหลัง การเก็บภาษีอากรเพิ่มและนำมาใช้จ่ายในการบริโภคภาระหนี้จะไม่ตกไปถึงคนรุ่นหลัง เพราะเป็นการเก็บภาษีอากรจากคนรุ่นปัจจุบันและนำไปใช้จ่ายในการบริโภคในเวลาเดียวกัน ผู้ที่ได้รับประโยชน์จึงได้แก่คนรุ่นปัจจุบัน แต่ถ้ารัฐบาลเก็บภาษีอากรเพิ่มแล้วนำไปใช้จ่ายในการลงทุนก็จะเป็นการเอาเปรียบคนรุ่นปัจจุบัน เนื่องจากผลประโยชน์ของการลงทุนจะตกอยู่กับคนรุ่นหลัง

หากรัฐบาลกู้ยืมเงินภายในประเทศบริโภคในปัจจุบัน ผู้ที่ได้รับประโยชน์ก็จะได้แก่ คนรุ่นปัจจุบันโดยคนรุ่นหลังจะเป็นผู้แบกรับภาระหนี้แทนซึ่งไม่ยุติธรรมแก่คนรุ่นหลัง แต่ถ้ารัฐบาลกู้ยืมเงินภายในประเทศเพื่อใช้จ่ายในการลงทุนก็จะเป็นการยุติธรรมแก่คนรุ่นหลังเพราะคนรุ่นหลังเป็นทั้งผู้ได้รับประโยชน์จากการลงทุนและเป็นผู้แบกรับภาระหนี้

ส่วนการกู้ยืมจากต่างประเทศถ้ากู้ยืมมาเพื่อใช้จ่ายในการบริโภคปัจจุบันแล้วภาระหนี้ต้องตกอยู่กับคนรุ่นหลังเป็นการก่อหนี้ให้กับลูกหลานแต่ถ้ากู้ยืมมาเพื่อการลงทุนคนรุ่นหลัง ก็จะเป็นผู้รับประโยชน์และเป็นผู้รับภาระหนี้ด้วย ในขณะเดียวกันถ้าหากผลประโยชน์ที่ได้รับมีมากกว่าภาระหนี้ก็เท่ากับเป็นการลงทุนเพื่อลูกหลานอันเป็นการมองการณ์ไกล

สิ่งสำคัญของการก่อหนี้อยู่ตรงที่ การได้รับผลประโยชน์คุ้มค่ากับการลงทุนไม่ให้เกิดการรั่วไหลและได้ผลประโยชน์มากที่สุด ไม่เช่นนั้นการลงทุนจะเป็นภาระแก่สังคมได้เสมอ

นโยบายการเงิน

นโยบายการเงินเป็นนโยบายในการควบคุมปริมาณเงินให้มีความเหมาะสมตาม ภาวะเศรษฐกิจเพื่อปรับการหมุนเวียนของปริมาณเงินในตลาดไม่ให้มากหรือน้อยเกินไป ถ้าในขณะใดปริมาณเงินเพิ่มในอัตราเร็วกว่าการเพิ่มของสินค้าและบริการเป็นอย่างมาก ก็จะเกิดภาวะเงินเฟ้อ ในทางตรงกันข้ามถ้าในขณะใดปริมาณเงินลดลงในอัตราเร็วกว่าการลดของสินค้า และบริการเป็นอย่างมาก ก็จะเกิดภาวะเงินฝืด นอกจากนี้การเพิ่มหรือลดของปริมาณเงินยังมีผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ย การลงทุน และการจ้างงาน ตลอดจนผลกระทบอื่นต่อระบบเศรษฐกิจการดำเนินนโยบายการเงินจึงต้องทำให้ปริมาณเงินและอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ

ผู้ใช้นโยบายการเงิน ได้แก่ ธนาคารกลางหรือธนาคารชาติ สำหรับประเทศไทย คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ควบคุมสถาบันการเงินที่สำคัญ ได้แก่

ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนและบริษัทฟองซิเอร์ ในส่วนของบริษัทเงินทุนนั้น กำหนดให้มีขอบเขตในการดำเนินการทางธุรกิจน้อยกว่าธนาคารพาณิชย์ การออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ลูกค้าเพื่อนำเอาไปลงทุนในกิจการต่าง ๆ การออกตั๋วสัญญาใช้เงินครั้งแรกกำหนดวงเงินไว้สูงกว่าการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนจึงให้บริการลูกค้าคนละกลุ่มกับธนาคารพาณิชย์ ส่วนบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เป็นสถาบันการเงินที่มุ่งทำธุรกิจทางด้านการเคหะและอสังหาริมทรัพย์

สถาบันการเงินในประเทศไทยมีหลายประเภท และอยู่ภายใต้การควบคุมของ หน่วยงานต่าง ๆ หลายหน่วยงานด้วยกัน สถาบันการเงินทั่วไปที่ใหญ่ที่สุด คือ ธนาคารพาณิชย์ นอกนั้นส่วนใหญ่เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะหรือมุ่งให้บริการลูกค้ากลุ่มหนึ่งกลุ่มใดมากกว่า เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงาน ธนกิจอุตสาหกรรมขนาดย่อม สหกรณ์การเกษตร เป็นต้น

http://st.mengrai.ac.th/users/doremon/19_AMORNRAT/4.htm

 หนี้สาธารณะ

หนี้สาธารณะ (Public Debt) หมายถึง ข้อผูกพันของรัฐบาลซึ่งเกิดจากการกู้ยืมโดยตรง และการค้ำประกันเงินกู้โดยรัฐบาล รวมทั้งเงินปริวรรตที่รัฐบาลรับรอง โดยรัฐบาลจะ ก่อหนี้สาธารณะเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณขาดดุลหรือเพื่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ เกิดขึ้น หรือเป็นการกู้ยืมเพื่อใช้จ่ายในกรณีที่ไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้ เช่น เกิดภัยธรรมชาติ การเข้าร่วมสงคราม เป็นต้น โดยการก่อหนี้สาธารณะนั้นอาจจะมีทั้งผลดีและผลเสียต่อประเทศ กล่าวคือ การก่อหนี้จะทำให้ประเทศสามารถนำเงินมาใช้จ่ายได้ตามความต้องการและ ความจำเป็นที่เกิดขึ้น เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจบางประการไม่สามารถปล่อยไว้ได้ในระยะยาว หรืออาจจะมีความจำเป็นต้องดำเนินการในโครงการขนาดใหญ่เพื่อการพัฒนาประเทศ แต่ผลที่ตามมาก็คือ ประเทศจะต้องมีภาระในการชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นซึ่งจะต้องนำผลผลิตที่สร้างขึ้นในอนาคตบางส่วนชำระหนี้คืนไปทำให้ขาดโอกาสในการนำรายได้ที่เกิดขึ้นในอนาคตไปใช้ในการบริหารหรือการพัมนาประเทศอย่างเต็มที่ นอกจากนี้การก่อหนี้สาธารณะในบางครั้ง ยังถือว่าเป็นการผลักภาระให้คนรุ่นต่อไปอีกด้วยโดยการก่อหนี้สาธารณะนั้นอาจจะแบ่งตามแหล่งที่มาของเงินกู้ได้เป็น 2 ลักษณะ คือ

1) หนี้ภายในประเทศ หมายถึง หนี้สินและข้อผูกพันในประเทศของรัฐบาลทั้งที่เป็นตัวเงิน พันธบัตร ตั๋วสัญญาใช้เงิน และการค้ำประกันเงินกู้ของรัฐวิสาหกิจ

2) หนี้ต่างประเทศ หมายถึง หนี้สินและข้อผูกพันในต่างประเทศของรัฐบาล จำแนกเป็นการกู้โดยตรงของรัฐบาล และการค้ำประกันเงิวินกู้ของรัฐวิสาหกิจ

http://st.mengrai.ac.th/users/doremon/19_AMORNRAT/8.htm

 การคลังท้องถิ่น

แนวคิดทั่วไปเกี่ยวกับการคลังท้องถิ่น

          การปกครองท้องถิ่น      เป็นการปกครองที่เกิดจากการกระจายอำนาจการปกครองส่วนกลางไปยังส่วนท้องถิ่น  เพื่อวัตถุประสงค์ในอันที่จะให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีโอกาสเรียนรู้และดำเนินกิจกรร มต่างๆในการปกครองท้องถิ่นด้วยตนเอง  เพื่อตอบสนองต่อการแก้ปัญหาและความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ
          ๑.๑) นิยามความหมาย
William A. Robson  ได้ให้ความหมายของ  “ การปกครองท้องถิ่น”  ว่าหมายถึง   การปกครองส่วนหนึ่งของประเทศซึ่งมีอำนาจอิสระ (Autonomy)  ในการปฏิบัติหน้าที่ตามสมควร  ซึ่งจะต้องไม่มากจนมีผลกระทบต่ออำนาจอธิปไตยของรัฐ  เพราะหน่วยการปกครองท้องถิ่นมิใช่องค์กรที่มีอำนาจอธิปไตยในตัวเอง  การปกครองท้องถิ่นมีสิทธิตามกฎหมาย  (Legal  Right)  และมีองค์กรที่จำเป็น  (Necessary Organization)  เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ให้บรรลุเป้าหมายของการปกครองท้องถิ่น
          ๑.๒) ลักษณะสำคัญของหน่วยการปกครองท้องถิ่น มีอยู่ ๔ ประเด็น  ดังนี้
๑) หน่วยการปกครองท้องถิ่นต้องมีฐานะเป็นนิติบุคคล  และมีขอบเขตของการปกครองแน่นอน
๒) มีอิสระในการบริหารงานและกำหนดนโยบายได้ตามสมควร
           ๓) มีงบประมาณเป็นของตนเอง  มีอำนาจในการจัดเก็บภาษีอากรและรายได้ยื่นตามที่กฎหมายกำหนด
          ๔) มีการเลือกตั้งและมีคณะบุคคลที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนในท้องถิ่นทั้งหมด  ; หรือบางส่วน  เพื่อเข้าบริหารหรือทำหน้าที่ในการปกครองท้องถิ่น
๑.๓) ความหมายของการคลังท้องถิ่น
          การคลังท้องถิ่น  หมายถึง  การบริหารงานคลังของหน่วยงานการปกครองท้องถิ่น  ซึ่งเป็นการพิจารณาถึงการจัดหารายได้  การกำหนดรายจ่าย  การจัดทำงบประมาณ  การจัดซื้อ  การจัดจ้าง  การบัญชี  การตรวจสอบบัญชีของหน่วยงานการปกครองท้องถิ่น  กระบวนการงบประมาณท้องถิ่นเป็นตัวกลางในการเชื่อมความสัมพันธ์ของแหล่งที่มาของรายรั บ  กับรูปแบบในการใช้จ่ายของแต่ละหน่วยการปกครองท้องถิ่น  เพื่อก่อให้เกิดความสอดคล้องต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ของหน่วยงานการปกครองท้องถิ่น
๑.๓) ความหมายของการคลังท้องถิ่น
          การคลังท้องถิ่น  หมายถึง  การบริหารงานคลังของหน่วยงานการปกครองท้องถิ่น  ซึ่งเป็นการพิจารณาถึงการจัดหารายได้  การกำหนดรายจ่าย  การจัดทำงบประมาณ  การจัดซื้อ  การจัดจ้าง  การบัญชี  การตรวจสอบบัญชีของหน่วยงานการปกครองท้องถิ่น  กระบวนการงบประมาณท้องถิ่นเป็นตัวกลางในการเชื่อมความสัมพันธ์ของแหล่งที่มาของรายรั บ  กับรูปแบบในการใช้จ่ายของแต่ละหน่วยการปกครองท้องถิ่น  เพื่อก่อให้เกิดความสอดคล้องต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ของหน่วยงานการปกครองท้องถิ่น
รายรับและรายจ่ายของรัฐบาล 
 รายได้ของรัฐบาล หมายถึงรายได้ที่นำส่งคลังในแต่ละปีงบประมาณประกอบด้วย รายได้จากภาษีอากร รายได้จากการขายสิ่งของและบริการ รายได้จากรัฐพาณิชย์ และรายได้อื่น ๆ ซึ่งถ้าพิจารณาตามประมาณการรายรับประจำปีงบประมาณ 2542 ของรัฐบาลไทย จะพบว่า มีการจำแนกรายได้ตามประเภทของการจัดเก็บ ดังนี้

1) ภาษีอากรหมายถึงสิ่งที่รัฐบาลบังคับเรียกเก็บจากผู้ที่มีรายได้ตามที่กำหนดไว้ เพื่อนำไปใช้ในการบริหารและการพัฒนาประเทศ ประกอบด้วย ภาษีทางตรง และภาษีทางอ้อม ดังนี้

(1) ภาษีทางตรงประกอบด้วย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม

(2) ภาษีทางอ้อม ประกอบด้วย

  1. ภาษีการขายทั่วไป ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และ อากรแสตมป์
  2. ภาษีการขายเฉพาะ ได้แก่ ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน  ภาษีสรรพสามิตจากการนำเข้า ภาษีโภคภัณฑ์อื่น ค่าภาคหลวงแร่ ค่าภาคหลวงปิโตเลียม และภาษีทรัพยากรธรรมชาติอื่น

(3) ภาษีสินค้าเข้า-ออก

(4) ภาษีลักษณะอนุญาต

2) การขายสิ่งของและบริการ ประกอบด้วย

(1) การขายหลักทรัพย์และทรัพย์สิน ประกอบด้วย ค่าขายทรัพย์สินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ ค่าขายผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ค่าขายหลักทรัพย์ ค่าขายหนังสือราชการ และ ค่าขายสิ่งของอื่น

(2) การขายบริการ ประกอบด้วย ค่าบริการและค่าเช่า

3) รายได้จากรัฐพาณิชย์ ประกอบด้วย ผลกำไรขององค์การรัฐบาล หน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ รายได้จากโรงงานยาสูบ รายได้จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และเงินปันผลจากบริษัทที่รัฐบาลถือหุ้น

4) รายได้อื่น ประกอบด้วย ค่าแสตมป์ฤชากร และค่าปรับ เงินรับคืนและรายได้เบ็ดเตล็ด

http://st.mengrai.ac.th/users/doremon/19_AMORNRAT/6.htm

รายจ่ายของรัฐบาล ถือว่าเป็นรายการที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นรายจ่ายที่สามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับความต้องการและความเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น เช่น ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรือง รัฐบาลอาจจะลดค่าใช้จ่ายลงเพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพทางด้านราคาให้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ หรือช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรัฐบาลอาจจะต้องใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัว เป็นต้น นอกจากนี้ รายจ่ายของรัฐบาลยังช่วยในการจัดสรรรายได้ไปสู่กลุ่มบุคคลต่าง ๆ ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายในการกระจายรายได้อีกด้วย

1.รายจ่ายของรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลมีหน้าที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจหลายประการ เช่น การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การส่งเสริม การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ เป็นต้น ซึ่งรัฐบาลสามารถใช้นโยบายเกี่ยวกับรายจ่ายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการรักษาเสถียรภาพ ทางเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้จ่ายเพื่อการสร้างเสถียรภาพเกี่ยวกับรายได้ การจ้างงาน และราคาสินค้า โดยรัฐบาลจะปรับเปลี่ยนค่าใช้จ่ายเพื่อให้ค่าใช้จ่ายรวมอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น

ส่วนการกำหนดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลนั้น จะเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการใช้จ่ายแต่ละปี นอกจากนี้ในบางครั้งยังมีการกำหนดงบประมาณรายจ่ายของโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งจากลักษณะดังกล่าว ทำให้รายจ่ายของรัฐบาลไม่มีความสัมพันธ์กับระดับผลิตภัณฑ์ประชาชาติหรือรายได้ประชาชาติ หรือกล่าวได้ว่าการใช้จ่ายของรัฐบาลเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยอิสระหรือเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ (Autonomous Government Purchases) หมายถึง รายจ่ายของภาครัฐบาลที่ไม่ขึ้นอยู่กับระดับรายได้ประชาชาติหรือผลผลิต หรือเขียนเป็นความลัพธ์ได้ คือ

โดย G = ค่าใช้จ่ายของรัฐ

Ga = ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยอิสระ

http://st.mengrai.ac.th/users/doremon/19_AMORNRAT/7.htm

Comment

Comment:

Tweet